ประวัติความเป็นมาของ หอยเป๋าฮื้อ

หอยเป๋าฮื้อ

หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล มีชื่อในภาษาอังกฤษว่า Abalone เป็นสัตว์ตระกูลหอย
ที่อาศัยอยู่ตามซอกหินรวมทั้งชายฝั่งทะเล แต่ว่าจะแตกต่างจากหอยจำพวกอื่นๆคือ เป็นหอยที่มีฝาเดียว มีรูเล็กๆมากมายอยู่รอบๆเปลือก หอยเป๋าฮื้อ จะกินสาหร่ายในทะเลเป็นอาหาร มีอายุยืน นิยมนำไปใช้ทานเป็นอาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นประเทศในทวีปเอเชีย อย่าง จีน ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน ไทย รวมทั้งประเทศในโลกซีกตะวันตก ในทวีปยุโรป รวมทั้งอเมริกาด้วย

ตามประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น เช้าใจกันว่ามีการนำหอยเป๋าฮื้อมาใช้เขียนเป็นตัวอักษร เพื่อส่งถึงพระผู้เป็นเจ้าด้วย ในสมัยก่อนเช้าใจกันว่า อาหารที่สร้างขึ้นจากหอยเป๋าฮื้อ เป็นของกินสำหรับคนชั้นสูง สำหรับ ฮ่องเต้ ขุนนาง รวมทั้งบุคคลที่มียศถาบรรดาศักดิ์เท่านั้นที่จะทานอาหารชนิดนี้ได้ แต่ว่าในขณะนี้ หอยเป๋าฮื้อก็สามารถหากินกันได้ทุกชนชั้นในสังคม เพียงแต่ เป็นอาหารที่ราคาแพงค่อนสูงมากมาย คนที่จะซื้อมาทานก็บางครั้งอาจจะจะต้องมีเงินมากสักนิดสักหน่อย รวมทั้งยังมีความเชื่อที่ส่งต่อกันมาถึงยังทุกๆวันนี้ว่า หอยเป๋าฮื้อถือว่าเป็นอาหารมงคล หากใครได้ทานหอยเป๋าฮื้อแล้วจะเป็นมงคลกับชีวิตของตนเอง

หิ่งห้อย แมลงแห่งเเสงสว่าง !!

หิ่งห้อย

หิ่งห้อย ถือเป็นแมลงชนิดหนึ่งที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่คนสมัยโบราณนั้นจะให้ความสำคัญมากสำหรับหิ่งห้อยแมลงชนิดนี้มาก ในตำนานได้กล่าวขานว่าหิ่งห้อยมันคือผีกระสือที่บินในเวลากลางคืนเพื่อออกหากินสัตว์ บ้าง บางตำนานก็บอกว่าถ้าหิ่งห้อยบินมาเด็กๆเห็นแล้วไปจับมันเล่นเด็กคนนั้นมือจะสั่นจับอะไรลำบากมากหรือบางตำนานกล่าวเกี่ยวกับหิ่งห้อยว่ามันคือวิญญาณของผู้ชายจุดตะเกียงโคม ตามหาหญิงสาวคนรักที่ชื่อว่าลำพู ซึ่งจมหายไปในแม่น้ำ เพราะฉะนั้นต้นลำพูจึงเป็นต้นไม้ที่หิ่งห้อยชอบมาเกาะมากที่สุดจึงเชื่อ
ว่าเป็นวิญญาณของคนรักนั่นเอง

แต่มาปัจจุบันตัวหิ่งห้อยก็คือแมลงชนิดหนึ่งที่มีวงจรชีวิตที่แบ่งออกเป็น4ระยะคือ1.ระยะไข่จะใช้เวลาประมาณ1-4สัปดาห์ 2.ระยะตัวอ่อนมีลักษณะคล้ายตัวหนอนใช้เวลาประมาณ6-12เดือนซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่นานที่สุดของมัน 3.ระยะดักแด้ประมาณ1-2สัปดาห์ และ4.ระยะตัวเต็มวัยจะมีชีวิตอยู่ประมาณ1เดือน ส่วนการที่หิ่งห้อยมีแสงออกมานั้นเกิดจากปฏิกิริยาชีวเคมีในร่างกายของมัน เริ่มจากสมองหลั่งสารเคมีแล้วส่งสัญญาณไปที่เซลล์ส่วนท้อง เพราะหิ่งห้อยเป็นแมลงที่สามารถผลิตแสงในตัวเองได้ตัวผู้จะมีแสงปล่องล่างท้องสองปล่องส่วนตัวเมียจะมีแสงปล่องเดียว จะกระพริบแสงในเวลากลางคืนเท่านั้น

Bearded dragons ” เบียร์ดดราก้อน “

เบียร์ดดราก้อน

เบียร์ดดราก้อน Bearded dragons มังกรเครา ชื่อสามัญที่ใช้เรียกกิ้งก่าในสกุล Pogona
มีรูปร่างเสมือนกิ้งก่าทั่วๆไป แต่ว่ามีลักษณะเด่นอยู่ที่ถุงใต้คอซึ่งเป็นหนามแหลม อันเป็นที่
มาของชื่อ ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศผู้ในวัยเจริญพันธุ์จะมีถุงนี้เห็นได้ชัดเจน
ซึ่งจะแผ่ขยายออกเป็นสีดำเวลาตื่นเต้นหรือตกใจ

เบียร์ดดราก้อน มีขนาดความยาวโดยเฉลี่ยเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 18 นิ้ว มีทั้งสิ้น 7 ประเภท
สามารถแยกเพศได้ชัดเจนเมื่ออายุได้ 1 ปี พบกระจายพันธุ์ในทะเลทรายทางตอนเหนือของออสเตรเลีย สามารถเปลี่ยนสีได้ตามสภาพแวดล้อม ทานอาหารได้ทั้งพืช,แมลงรวมทั้ง หนอนนก หากินในเวลากลางวัน โดยกินผักได้หลากหลายชนิด เช่น ข้าวโพด, ผักกาดขาว, ผักกาดหอม, ฟักทอง, ผักกวางตุ้ง, แครอท มีนิสัยที่ไม่ดุร้าย เชื่องต่อมนุษย์ จึงนิยมเอามาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงสำหรับผู้ที่นิยมเลี้ยงสัตว์เลื้อยคลาน ยิ่งโดยเฉพาะในตัวที่มีสีสันแปลกแตกต่างไปจากปกติ สนนราคาก็จะยิ่งแพงขึ้น

” เมนคูน ” แมวที่มีที่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

แมวเมนคูน

แมวเมนคูน ถือเป็นเเมวมีขนาดขนาดใหญ่ที่สุดในตระกูลแมวเลยก็ว่าได้ ในส่วนของ
เพศผู้จะใหญ่กว่าเพศเมีย ลำตัวยาวและเป็นทรงสามเหลี่ยม หางยาว
จึงทำให้เขาดูกว่าใหญ่กว่าความเป็นจริง

เมนคูน เป็นแมวที่มีกระดูกหนาและมีกล้ามเนื้อ โดยกำเนิดเป็นแมวที่เลี้ยงนอกบ้านภายหลังได้ถูกนำมาใช้งานในการกำจัดสัตว์จำพวกหนู มีศรีษะและหูขนาดใหญ่ มีเส้นลายใต้ดวงตาม มีอกกว้าง และขาหนา

ขนของเมนคูนหนาและนุ่มดุจเส้นไหม มีลักษณะที่น่าสนใจคือขนที่บริเวณท้องและหลังขาจะยาวย้วยลงมา แต่ขนที่บริเวณไหล่จะสั้น

ลักษณะนิสัย: นอกจากขนาดและประวัติแล้ว เมนคูนยังเป็นแมวที่ใจเย็น เรียบร้อย สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี ตราบเท่าที่มีพื้อนที่ออกกำลังกายให้เขา เมื่อเขาวิ่ง
อาจจะส่งเสียงเบาๆ ได้

แมว สัตวโลกแสนน่ารัก

แมว ชื่อวิทยาศาสตร์: Felis catus เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อยู่ในตระกูล Felidae
ต้นตระกูลมาจากเสือไซบีเรีย (Felis tigris altaica) ซึ่งมีช่วงลำตัวตั้งแต่จมูกถึงปลายหางยาวโดยประมาณ 40 ซม. แมวที่เลี้ยงตามบ้าน จะมีรูปร่างขนาดเล็ก ขนาดลำตัวยาว
ช่วงขาสั้นและก็จัดอยู่ในกลุ่มของจำพวกสัตว์กินเนื้อ มีเขี้ยวแล้วก็เล็บแหลมคมสามารถหดหลบซ่อนเล็บได้เหมือนกับเสือ สืบสายเลือดมาจากเสือกระต่ายที่มีขนาดใหญ่กว่า ซึ่งลักษณะบางอย่างของแมวยังคงพบเห็นได้ในแมวบ้านปัจจุบันนี้

แมวเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่เมื่อราวๆ 9,500 ปีก่อน 5 ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดของแมวเป็นแนวทางการทำมัมมี่แมวที่เจอในยุคอียิปต์โบราณ หรือในพิพิธภัณฑ์อังกฤษในลอนดอน มีการแสดงทรัพย์สินที่นำออกมาจากพีระมิดโบราณแห่งอียิปต์ ซึ่งรวมทั้งมัมมี่แมวหลายตัว ซึ่งเมื่อนำเอาผ้าพันมัมมี่ออกก็พบว่า แมวในสมัยโบราณทุกตัวมีลักษณะใกล้เคียงกัน เป็นเป็นแมวที่มีรูปร่างเล็ก ขนสั้นมีแต้มสีน้ำตาล มีความคล้ายคลึงกับชนิดในปัจจุบัน ที่เรียกว่าแมวอะบิสซิเนีย

ประวัติของ ” เสือโคร่ง ” สัตว์ตระกูลแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เสือโคร่ง เป็นสัตว์ตระกูลแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เลยก็ว่าได้ เสือไซบีเรียซึ่งเป็นเสือโคร่งชนิดที่ใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักตัวถึงเกือบจะ 500 กิโลกรัม ลำตัวมีสีเหลืองแดงหรือสีขมิ้น
มีแถบสีดำหรือน้ำตาลพิงตามลำตัวตลอดในแนวตั้ง บริเวณหน้าอก ส่วนท้องรวมทั้งภาย
ในของขาทั้งยังสี่มีสีขาวครีม บางตัวอาจมีสีออกเหลือง มีกระบอกปากออกจะยาว เสือโคร่ง
เพศผู้มีลักษณะเด่นที่ขนที่หลังแก้มทั้งสองด้านซึ่งจะยาวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเสือโคร่งประเภทสุมาตรา รอบๆจมูกมีสีชมพู ในบางตัวอาจมีสีดำปะปนเป็นแต้มๆม่านตาสีเหลือง
รูม่านตากลม หูสั้นรวมทั้งกลม หลังหูมีสีดำแล้วก็มีแต้มสีขาวเด่นชัดอยู่กลางใบหู ขาหน้าของเสือโคร่งจะบึกบึนรวมทั้งแข็งแรงกว่าขาหลัง ฝ่าตีนกว้าง หางยาวราวๆครึ่งหนึ่งของลำตัว ปลายหางเรียว ลายดำที่หางมีลักษณะทั้งริ้วแล้วก็ปล้องปนกัน ปลายหางมักจะเป็นสีดำ เสือโคร่ง
ใช้หางช่วยรักษาสมดุลของร่างกายขณะหันแบบอย่างฉับพลัน นอกจากนี้ยังคง
ใช้ในการสื่อสารกับเสือตัวอื่นด้วย

” หมูป่า ” สัตว์โลกแสนน่ารักที่คนมักจะไม่ค่อยได้เห็นกัน

หมูป่า เป็นสัตว์ลักษณะเดียวกับหมูบ้านที่นิยมเลี้ยงกันทั่วทั้งโลกเพื่อบริโภคเนื้อ มีหลักฐานว่าในประเทศไทย มนุษย์เริ่มเลี้ยงหมูตั้งแต่ว่า 10,000 ปีก่อนคริสต์กาล ส่วนในบริเวณลุ่มน้ำ
ไทกริส มีหลักฐานว่ามนุษย์เลี้ยงหมูมาตั้งแต่ 13,000 ปีก่อนคริสต์กาลแล้ว หมูป่ามีความยาวหัว

ลำตัว 90-180 ซม. หางยาวราวๆ 30 ซม. ความสูงหัวไหล่ราวๆ 55-110 ซม. น้ำหนัก 50-350 โล ส่วนหมูเลี้ยงอาจมีน้ำหนักได้มากถึง 450 โล ผิวสีดำหรือเทาเข้ม มีขนงอกจางๆทั่วหมด
ทั้งตัว ขนมันวาวสีดำหรือน้ำตาล ขนบริเวณขี้เกียจเป็นพิเศษ หมูเพศผู้ใหญ่มากยิ่งกว่าตัวเมีย หมูป่ามีเขี้ยวสี่เขี้ยวที่งอกยาวตลอดชีวิต ตัวเมียมีหัวนม 12 หัว ระบบที่ทำการย่อยอาหารของ

หมูไม่สลับซับซ้อนมากมายเท่าของสัตว์กีบชนิดอื่น มีกระเพาะสองถุง ไม่เคี้ยวเอื้อง

” ปลาฉลาม ” นักล่าแห่งท้องทะเล

ปลาฉลาม

ปลาฉลาม “ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Selachimorpha” ถือเป็นปลาในชั้นปลากระดูกอ่อนจำพวกหนึ่ง มีรูปร่างโดยรวมเพรียวยาว ส่วนใหญ่จะมีซี่กรองเหงือก 5 ซี่ ครีบทุกครีบ
คมครีบหางเป็นแฉกเว้าลึก มีลักษณะเด่นคือ ท่อนหัวรวมทั้งจะงอยปากแหลมยาว ปากเว้าเหมือนพระจันทร์เสี้ยวภายในมีฟันแหลมคม  ฉลามแบ่งออกได้เป็นหลายอันดับ หลายวงศ์
รวมทั้งหลายประเภท โดยเดี๋ยวนี้พบแล้วกว่า 440 จำพวก มีขนาดลำตัวต่างกันออกไปตั้งแต่ 17ซม. เท่านั้น ในฉลามแคระ  (Etmopterus perryi) ซึ่งเป็นฉลามน้ำลึกที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติกรอบๆทวีปอเมริกาใต้ ไปจนกระทั่ง ฉลามวาฬ (Rhincodon typus)
ที่มีความยาวกว่า 12 เมตร ซึ่งเป็นปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

” สิงโตทะเล แมวน้ำ รวมทั้งวอลรัส ” แตกต่างกันอย่างไร ??

สิงโตทะเล แมวน้ำ รวมทั้ง วอลรัส ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอ้วนกลม ที่ทำให้ผู้ที่พบเจอ
จะต้องเกิดอาการสับสนว่าสัตว์ทั้ง 3 ประเภทนี้ แตกต่างกันยังไง? สัตว์ทั้งสามถูกจัดอยู่ในวงศ์ใหญ่สัตว์ตีนครีบร่วมกันหมายถึงสกุล Pinnipedia จึงไม่ค่อยน่าแปลกใจว่าเจ้าสามตัวนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน ก็คือเป็นสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนมทางทะเล มีรูปร่างที่อ้วนอวบบริบูรณ์ มีหนวดยาวเพื่อใช้สำหรับเพื่อการจับการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆรวมทั้งเท้าที่มีลักษณะเสมือนครีบปริมาณ 4 ครีบ ใช้ สำหรับเดินหรือว่ายน้ำ คลอดเป็นตัว เป็นสัตว์สังคมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ของกินโปรดของเจ้าเหล่านี้เป็นหอย ปู กุ้ง รวมทั้งปลาทะเล

พังพอน นักสู้ตัวจิ๋ว ผู้พิชิตงูจงอาง !!

 

นักสู้ตัวจิ๋ว

นักสู้ตัวจิ๋ว พังพอน mongoose เป็นตระกูลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กินเนื้อตระกูลหนึ่ง ใช้ชื่อตระกูลว่า Herpestidae มีรูปร่างโดยรวม เป็นสัตว์ขนาดเล็ก มีลำตัวเปรียวยาว ช่วงขาสั้นแต่ว่าแข็งแรง มีเล็บที่แข็งแรงรวมทั้งแหลมคม หางยาว ใบหูเล็ก ส่วนใบหน้าแหลม ในปากมีฟันคมประมาณ 33-34 ซี่ ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับตระกูลชะมดรวมทั้งอีเห็น
มีลำตัวยาวตั้งแต่ 43 ซม. จนกระทั่ง 1 เมตร น้ำหนัก 320 กรัม จนกระทั่ง มากกว่า 5 กิโลกรัม

พังพอนโดยมากมีขนที่หยาบคายสีน้ำตาลหรือสีเทา ในบางประเภทจะเป็นขนสีอ่อนแล้วก็มีลายบ้องสีคล้ำพิงเป็นลายขวางหรือลายตั้งเป็นทางยาวพังพอนส่วนใหญ่จะมีความประพฤติอยู่รวมกันเป็นฝูง หรืออยู่ลำพังเพียงแค่ตัวเดียว หรืออยู่กันเป็นครอบครัว ในหลากหลายสภาพภูมิประเทศ ตั้งแต่ป่าดิบทึบ, ทุ่งหญ้า, ป่าละเมาะ, ทะเลทราย จนกระทั่งนาข้าว หรือพื้นที่เกษตรกรรมในชุมชนของผู้คนพังพอนมักหากินในช่วงกลางคืน โดยกินอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่ ผลไม้, ลูกไม้, แมลง, สัตว์อีกทั้งมีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กต่างๆรวมทั้ง แมงมุม, แมงป่อง และก็งูหรือกิ้งก่าอีกด้วย ทั้งยังพังพอนเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไว สามารถพองขนให้ตัวมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เพื่อข่มขู่ศัตรู รวมทั้งมีภูมิต้านทานพิษงูอยู่ในตัว ก็เลยสามารถสู้กับงูที่มีพิษได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยการหลอกลวงล่อให้งูเหนื่อย แล้วก็ฉวยโอกาสเข้ากัดที่ลำคอจนตาย แต่ถ้าหากถูกกัดเข้าอย่างจัง ก็ทำให้ถึงตายได้เช่นกัน

พังพอนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 2 ปี ยกเว้นในบางชนิดที่สามารถตั้งท้องเมื่ออายุได้เพียงแค่ 9 เดือน มีช่วงเวลาตั้งท้องโดยประมาณ 45-105 วัน คลอดทีละ 2-4 ตัว มีอายุขัยโดยประมาณ 10 ปี มีรายงานว่าพังพอนในสถานที่เลี้ยงบางตัวมีอายุยืนถึง 17 ปี