คุญเคยสงสัยไหมทำไม ” อูฐ ” สามารถดำลงชีวิตอยู่กลางทะเลทรายได้ ??

CamelCamel อูฐ  เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขายาว สามารถพักอาศัยในทะเลทรายได้สบายๆถึงแม้ว่าขาดแหล่งน้ำสะอาด รวมทั้งมีความร้อน
เป็นอย่างมากในช่วงเวลากลางวัน และอะไรเป็นทำให้อูฐเหล่านี้พิเศษกัน ข้อแรกต้องพาไปรู้จักกับมันซะก่อน อูฐ มีอยู่ 2 สายพันธุ์สำคัญๆ
คือ อูฐ “Dromedary” ซึ่งมีหนอกข้างหลังเพียงแค่ก้อนเดียว และก็อูฐ
“Bactrain” จะมีสองก้อน เจ้าหนอกกลุ่มนี้มีความพิเศษช่วยสำหรับเพื่อการเก็บกักไขมันไว้ เพื่อใช้เป็นพลังงานในยามที่ไม่ได้กินอาหาร และน้ำ นอกเหนือจากนี้ ส่วนพิเศษของร่างกายอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชั้นกลีบตาที่สาม สำหรับปกป้องดวงตาจากทราย รวมทั้งมีขนตาที่ยาวพิเศษช่วยสำหรับการดักจับสิ่งสกปรกอย่างเดียวกัน ในเวลาที่ทรายเข้าจมูกจากพายุทะเลทรายนั้น คือปัญหาใหญ่สำหรับมนุษย์ แม้กระนั้นไม่ใช่สำหรับพวกมัน อูฐสามารถที่จะปิดรูสมูกของมันได้ในขณะที่เกิดลมพายุทะเลทราย เป็นเวลากว่าพันปี ที่มนุษย์ได้ใช้อูฐเป็นยานพาหนะสำหรับการขนส่งสินค้า รวมทั้งเดินทางไปสถานที่ต่างๆด้วยเหตุว่าความแข็งแรงของมันซึ่งสามารถรับน้ำหนักได้ 375 – 600 ปอนด์ (ราว 170 – 270 กิโล) บนข้างหลังของมัน ทำให้ได้ฉายาว่า “เรือเดินได้บนทะเลทราย” นอกเหนือจากการใช้งานขนส่งแล้ว พวกมันยัง…

ปลากระเบน สิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกใต้ทะเล

 

ปลากระเบน Stingrays, Rays,อันดับใหญ่ Batoidea คือ ปลากระดูกอ่อนชนิดหนึ่งที่เจอได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย รวมทั้งทะเล

มีรูปร่างแบนราบ มีท่อน้ำออก 1 คู่ อยู่ข้างหลังของหัว ซึ่งทำหน้าที่ให้น้ำผ่านเข้าทางเพื่อไหลเวียนผ่านเหงือกเพ่อการหายใจ
ซึ่งจะไม่ไหลเวียนผ่านปากซึ่งอยู่ข้างล่างลำตัว
ปลากระเบนราวกับปลากระดูกอ่อนหรือปลากระดูกแข็งประเภทอื่น หากินบริเวณพื้นน้ำ มีหลายตระกูล หลายสกุล ขนาดแตกต่างกันหลากหลายไปตามสกุลและชนิด กระจายไปตามเขตอบอุ่นทั่วโลก อาทิเช่น ในตระกูลปลากระเบนหางสั้น (Potamotrygonidae) มีหางสั้น รูปร่างกลมเหมือนจานข้าว ในตระกูลปลากระเบนธง(Dasyatidae) รูปร่างค่อนข้างจะกลม จะงอยปากแหลม หางยาวเหมือนแส้ มีเงี่ยงพิษที่โคนหาง 1 – 2 ชิ้น ที่เมื่อหักไปแล้วสามารถงอกใหม่ได้ ในตระกูลปลากระเบนกระแสไฟฟ้า (Narcinidae รวมทั้ง Torpedinidae) พบในทะเล มีขนาดเล็ก มีรูปร่างต่างไปจากปลากระเบนประเภทอื่นๆรวมทั้งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อป้องกันตัวและล่าเหยื่อได้ด้วย

หมีขอ สัตว์น้อยผู้น่าสงสารแม้จะชื่อหมี แต่ไม่ได้เป็นหมีนะ

 หมีกระรอกหมีกระรอก หมีขอ หรือ บินตุรง หรือ Binturong, Bearcat 
ชื่อ
วิทยาศาสตร์: Arctictis binturong เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
แม้ว่าจะมีหน้าตาเหมือนหมีจนได้ชื่อว่าหมี แต่จริง ๆ
แล้ว
เป็นสัตว์ประเภทชะมดและอีเห็น (Viverridae)
ที่ใหญ่ที่สุด จัดเป็นสัตว์เพียงประเภทเดียวในสกุล Arctictis
ที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์จนถึงปัจจุบันนี้

หมีขอมีขนสีดำตามลำตัวซึ่งออกจะยาวแล้วก็หยาบ สีขนบริเวณหัวอาจมีสีเทา มีใบหูกลม รอบๆขอบหูมีสีขาว หมีขอมีหางยาวเป็นพวงเหมือนกระรอก ซึ่งสามารถม้วนงอได้แล้วก็สามารถใช้เกาะเกี่ยวต้นไม้ได้อย่างดีเยี่ยม หมีขอมีความยาวลำตัวแล้วก็หัว 61-96 ซม.
ความยาวหาง 50-84 ซม. น้ำหนัก 10–20 โล

หมีขอมีต่อมสร้างสารกลิ่นฉุนอยู่ข้างทวารหนัก เพศผู้จะอยู่เหนืออัณฑะขึ้นมา ส่วนตัวเมียมีต่อมข้างช่องคลอด ซึ่งจะผลิตฟีโรความสงบออกมาควบคู่กัน ระดับแอมโมเนียที่ผลิตขึ้นมามีความเข้มข้นพอเพียงจะทำให้กลิ่นนั้นเปลี่ยนสภาพเป็นกลิ่นเหมือนเนย
หอมที่ผสมในป็อปคอร์น

หมีขอเป็นสัตว์หากินในเวลากลางคืน อาศัยและก็หากินโดยลำพัง แต่ว่าในบางครั้งบางทีอาจอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ประกอบไปด้วย แม่และลูก ในตอนกลางวันจะอาศัยโพรงไม้เป็นที่หลับนอน อาหารตัวอย่างเช่น ผลไม้และก็สัตว์ที่มีขนาดเล็กประเภทต่างๆบนต้นไม้อีกทั้งแมลงรวมทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ขึ้นต้นไม้ได้เก่งมาก โดยใช้หางที่ยาวเกาะเกี่ยวก้านไม้จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง นอกเหนือจากนี้ยังสามารถว่ายน้ำได้อีกด้วย มีการสืบพันธุ์กันได้ตลอดทั้งปี ใช้เวลาตั้งครรภ์นาน 92 วัน คลอดลูกทีละ 1–3 ตัว หมีขอตัวเมียจะมีเต้านมทั้งหมด คู่ ลูกที่เกิดใหม่จะยังไม่สามารถใช้หางเกี่ยวกิ่ง
ไม้
ได้เสมือนตัวพ่อแม่

 …

สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก นักล่าแห่งขั้วโลกเหนือ !!

“สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก Arctic Fox จัดว่าเป็นสัตว์ซึ่งสามารถปรับสภาพให้ยังคงอยู่ในลักษณะอากาศที่หนาวจัดได้ดีชนิดหนึ่ง”สุนัขจิ้งจอกอาร์กติก
 มีระบบการปรับอุณหภูมิ ซึ่งสามารถควบคุมความร้อนภาย
ในร่างกาย
ได้ สามารถทนอยู่ได้ในที่ๆมีอุณหภูมิต่ำ
ถึง -50 องศาเซลเซียสได้ จิ้งจอกอาร์กติกจะมีใบหน้า
ที่สั้นกว่าสุนัขจิ้งจอกจำพวกอื่น

และก็มีใบหูที่เล็ก ขนของมันฟูดก
เพื่อป้องกันการสูญเสียความร้อน มันจะมีขนอยู่รอบๆอุ้งเท้าเพื่อช่วยทำให้เดิน แล้วก็วิ่งบนพื้นน้ำแข็งได้ในตอนที่หิมะตกหนัก หรือเกิดลมพายุ จิ้งจอกอาร์กติกจะขุด
โพรงลึกลงไปใต้หิมะ แล้วก็งอตัวนอนโดยใช้หาง
ของมันตวัดมาปิดตัวรวมทั้งหน้าไว้เหมือนคนคลุมผ้าที่เอาไว้ห่ม และเมื่อหน้าหนาวหมดลง หิมะเริ่มละลาย ต้นไม้เริ่มผลิใบอ่อน
จิ้งจอกอาร์กติกเองก็มีการ
เปลี่ยน ขนสีขาวของมันจะร่วงลง
และก็มีขนสีเทาอมน้ำตาลขึ้นแทนรวมทั้งจะสั้นกว่าขนในช่วงฤดูหนาว ทำให้ตัวมันดูเล็กลง รวมทั้งมีขนาดเท่าแมวบ้านแค่นั้น ในขั้วโลกเหนือหน้าร้อนนั้นสั้นมาก
และเมื่อฤดูหนาวกลับมา
หมาจิ้งจอกขั้วโลกก็จะเปลี่ยนสีขนกลับไปเป็นขนสีขาวอีกที เป็นการบอกให้รู้ดีว่า การต่อสู้กับความหนาวเย็นกำลังจะเริ่มต้นอีกครั้ง ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่กว่าและมีนิสัยก้าวร้าว

สุนัขจิ้งจอกแดงจึงได้เปรียบในการออกล่าเหยื่อและนั่นคือการทำให้จำนวนประชากร สุนัขจิ้งจอกอาร์กติกเริ่มลดลงค่อนข้าง
ชัดเจนในหลายพื้นที่

นกฮูก นักล่า ยามราตรี !!

 


นกเค้าแมว หรือ นกเค้า ( Owl) เป็นนกที่อยู่ในอันดับ
ใบหน้าคล้ายแมว อันเป็นที่มาของชื่อสามัญ
 จับสัตว์เล็กกินเป็นอาหาร อาทิเช่น หนูงู หรือสัตว์เลื้อยคลาน
หรือสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเล็กในขณะที่

บางประเภทที่มีขนาดใหญ่บางทีอาจจับปลา
หรือปูกินได้ด้วย จัดเป็นนกล่าเหยื่อพวกหนึ่งราวกัเหยี่ยวอินรี และอีแร้ง ที่หากินใน

เวลากลางวัน ส่วนนกเค้าแมวนั้นมักหากินในค่ำคืน
ทำให้มีเล็บโค้งแหลมและก็มีปากโค้งแหลมสำหรับจับสัตว์รับประทาน Strigiformes มีรูป

เหตุที่หากินในตอนกลางคืน เป็นเพราะนกเค้าแมวเป็นนกที่ไม่อาจสู้
กับนกล่าเหยื่อในเวลากลางวัน อย่างเหยี่ยวหรืออินรีได้ อีกทั้งบางครั้งยังถูกนกที่มีขนาดเล็กกว่าอย่าง
 นกเอี้ยงหรือนกกิ้งโครงไล่จิกตีอีกต่างหาก

เนื่องจากเป็นสัตว์ที่หากินในยามค่ำคืน
 ก็เลยมีดวงตาพองกว่าเหยี่ยวและอินรีมาก
 ดวงตาอยู่ด้านหน้าของใบหน้าราวกับมนุษย์
และก็สัตว์ตระกูลแมว หัวหมุนได้เกือบจะรอบข้างได้ถึง 270 องศา เนื่องจากมี

กระดูกสันหลังตรงคอ 14 ชิ้น ซึ่งมากกว่าสัตว์ประเภทใดๆในโลก
 หูของนกเค้าแมวมีความไวมากเป็นพิเศษ
สำหรับการฟังเสียงในเวลากลางคืนและหา
 เหยื่อ มีขนปีกอ่อนนุ่ม บินได้เงียบเพื่อไม่ให้เหยื่อรู้

ตัว และมีประสาทสายตาที่มองเห็นได้ดีกว่ามนุษย์
ถึง 100 เท่าโดย ปกติแล้วตัวเมียมีขนาด
โตกว่าตัวผู้ ตัวเมียเป็นตัวที่กกไข่ ตัวผู้ไม่กกไข่
มักพบก้อนที่สำรอกคายออกทิ้งลงมาที่พื้นเบื้องล่างในรัง

หรือบริเวณใกล้เคียง กับรัง เพราะนกเค้าแมวมักกลืนเหยื่อเข้าไปทั้งตัว กระดูกและขนที่ไม่ย่อยก็สำรอกออกมาเป็นก้อนทิ้งทีหลัง

Peacocks ” ราชินีแห่งนก “


 Peacocks ” นกยูง ” ถูกยกให้เป็นนกสวยงาม
และสง่างามที่สุดของโลก รวมทั้งเป็นราชินีของนก
ทั้งผอง ในอดีตจึงมักมีเรื่องมีราวราวของ
 Peacocksนกยูง ปรากฎตามภาพลายเส้น บทประพันธ์ 

และก็
ลัทธิความเชื่อ ของชนหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นชาวฮินดู จีน อียิปต์ รวมทั้งชนพื้นเมืองแถบ
เมดิเตอร์เรเนียนรวมถึงประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้ นกยูง จัดอยู่ในตระกูล Phasianidae เป็น
สัตว์ปีกพวกไก่ฟ้าขนาดใหญ่ที่มีอยู่ร่วมกัน
 สกุลในโลกหมายถึงนกยูงทาง
ทวีป

เอเซีย (Pavo) และ นกยูงทางทวีปแอฟริกา (Afropavo) หรือนกยูงคองโก โดยนกยูงทวีปเอเชีย แบ่งเป็น จำพวกเป็นนกยูงประเทศ
อินเดีย
 หรือนกยูงสีน้ำเงิน และนกยูงไทย หรือนกยูงสีเขียว อย่างไรก็ตาม นักวิชาการบางคน ไม่ถือว่านกยูงคองโก เป็นนกยูง เพราะ

ลักษณะภายนอก และพฤติกรรมต่างๆไม่เหมือนกับนกยูงประเทศอินเดีย รวมทั้งนกยูงไทยมาก
สำหรับในประเทศไทย นกยูง เคยมีกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ แต่ว่าเดี๋ยวนี้ได้ลดปริมาณอย่างรวดเร็ว
อันเนื่องจากป่าซึ่งเป็น
ถิ่นที่อยู่อาศัย

ได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และถูกจับล่าจำนวนมาก ฉะนั้น นกยูงจึงคงเหลืออยู่แต่ในสวนสัตว์ และพื้นที่ป่าสงวน
สำหรับ นกยูงไทย แบ่งได้ สายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ประเทศพม่า สายพันธุ์ชวา แล้วก็สายพันธุ์อินโดจีน ซึ่งสองสายพันธุ์หลังนี้ พบการกระ

จายพันธุ์ในประเทศไทย โดยสายพันธุ์ชวาพบอยู่ทางใต้ ส่วนสายพันธุ์อินโดจีน พบได้ทั่วไปในอาณาบริเวณที่อยู่เหนือคอคอดกระ ตามริมลำ
น้ำ
สายใหญ่ ใกล้แนวป่า เช่น แถบลำน้ำปิง ลำน้ำพอง
ลำน้ำตาปี ลำน้ำแควใหญ่ และแควน้อย

” Rabbit ” กระต่าย สัตว์เลี้ยงแสนน่ารักน่าเอ็นดู


Rabbit
กระต่ายเป็นสัตว์ที่รับประทานพืชเป็นอาหาร
เท่านั้น ไม่เหมือนกับสัตว์ฟันแทะที่กินได้ทั้งเนื้อและ
พืช

Rabbitของกินของกระต่ายดังเช่น ต้นหญ้าแล้วก็ผักจำพวกต่างๆ
อายุขัยโดยเฉลี่ยของกระต่ายตามธรรมชาติจะอยู่ที่ 2-3 ปี หรือเต็ม

ที่ก็ 5-10 ปี แต่กระต่ายเลี้ยงแก่เฉลี่ยอยู่ที่ 7-12 ปี โดยของกินอย่างเช่น ต้นหญ้าแห้ง80-90% อาหารเม็ด5-10% รวมทั้งผักผลไม้5%

กระต่ายนับเป็นสัตว์ที่สืบพันธุ์เร็วมาก
 ใช้เวลาในการตั้งครรภ์ 30 วัน และสามารถติดลูกได้ทันทีหลังคลอด
 โดยปีหนึ่งกระต่ายสามารถออกลูกได้ถึง 2-3 ครั้ง ครั้งละหลายตัวขึ้น

กับชนิดและสายพันธ์ กระต่ายในธรรมชาติ
มักอาศัยอยู่ในที่ราบโล่งที่เป็นท้องทุ่งมากกว่าป่าทึบ
โดยขุดโพรงใต้ดินเป็นรังแล้วก็ที่อยู่ที่อาศัย ลูกกระต่ายป่าในธรรมชาติ เมื่อแรกเกิดจะลืมตา และในวันรุ่ง

ขึ้นก็สามารถวิ่งและกระโดดได้เลย เมื่อกระต่ายตัวเมียจะคลอดลูก จะแยกออกจากรังเดิมไปขุดรังใหม่ เพื่อป้องกันลูกอ่อนจากกระต่ายตัวผู้ ซึ่งอาจฆ่าลูกกระต่ายเกิดใหม่ได้ โดยจะกัดขนตัวเองเพื่อปูรองรับ

ลูกใหม่ที่จะเกิดขึ้นมา นอกจากนี้แล้วตามธรรมชาติของกระต่าย ไม่ว่าจะเป็นกระต่ายป่าหรือกระต่ายบ้าน จะมีพฤติกรรมกินมูลของตัวเองที่ขับถ่ายออกมา มูลลักษณะนี้ถูกเรียกว่า มูลพวงองุ่น” เป็นมูลซึ่งยังมี

สารอาหารอยู่ ที่กระต่ายไม่สามารถย่อยหรือซับสารอาหารไปได้หมด ก็เลยต้องกินเข้าไปในร่างกายอีกครั้งเพื่อ
ดูดซับสารอาหารให้หมด

โลมา ( Dolphin )

โลมา

โลมา มีอวัยวะต่างๆทุกๆส่วน เช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูก
 ด้วยนม
ทั่วๆไป หากแต่ละส่วนของ อวัยวะ จะปรับเปลี่ยน
 ต่างไป จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ทั่วไป ดังนี้
จมูกปลาโลมามีจมูกไว้หายใจ แต่จมูกนั้นต่างไป
จากจมูก ของสัตว์ อื่นๆเพราะว่าตั้งอยู่ กึ่งกลาง กระหม่อม เลยทีเดียว เพื่อให้สะดวก

ต่อการ เชิด หัวขึ้น หายใจเหนือน้ำ จากจมูก มีท่อ
 หายใจ ต่อลงมา ถึงปอด ในตัว จึงไม่จำเป็น ต้อง
ให้น้ำ ผ่านเหงือก เข้าไป ในปอด เพื่อช่วยหายใจ
เหมือนปลาทั่วๆไป

หูของปลาโลมานั้นเป็น เพียงแค่รูเล็กจิ๋วติดยูด้าน
 ข้างของหัวเท่านั้น แต่หูของ ปลาโลมา มีประสิทธิภาพสูงมาก รับคลื่นเสียง ใต้น้ำ ได้อย่าง ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ภาษา ที่ปลาโลมา ติดต่อสื่อสารกัน ด้วยเสียง ที่มี คลื่นความถี่สูง

การมองมองเห็นปลาโลมามีดวงตา แจ่มใส เสมือนตา สัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม มีกลีบตา ปิดได้ และในเวลา ยามค่ำคืน ตาก็จะเป็น ประกาย ราวกับตาแมว ตาขอปลาโลมา ไม่มีเมือกหุ้ม เหมือนตาปลา และมองเห็น ได้ไกลถึง ๕๐ ฟุต เมื่ออยู่ในอากาศ

สีผิวสีผิว ของปลาโลมา แต่ละจำพวก จะไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่ จะออก ไปในโทน สีเทา ตั้งแต่เข้ม เกือบจะดำ กระทั่ง ถึงแทบขาว แต่โดยปกติ ปลาโลมาจะมีสีผิว แบบทูโทนคัลเลอร์ เป็นมีสองสี ตัด

กัน ข้างบน เป็นสีเทาเข็ม ข้างล่าง เป็นสีเกือบจะขาว เพื่ออำพรางตัว ในสมุทร ไม่ให้ ศัตรูมองเห็น เพราะเหตุว่าเมื่อ ดูจาก ข้างบน สีเข็มจะกลืนกับสีน้ำสมุทร รวมทั้งถ้าเกิดดูจาก ข้างล่างขึ้นไป สีขาวก็จะกลืนกับ แสงตะวันเหนือผิวน้ำ ปลาโลมาที่เจอมีหลายแบบเป็นปลาโลมาปากขวด ปลาโลมาริชโช่ส์ ปลาโลมาหลังโหนก

เสือดำ มรดกโลกทางธรรมชาติ

 

Panthera pardus ชื่อวิทยาศาสตร์ของ “เสือดำ” เป็นคำเดียวกับชื่อวิทยาศาสตร์ของ “เสือดาว” ในทางสัตวศาสตร์ทั้งสองจัดเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน แม้สีสันภายนอกแตกต่างกันก็ตามPanthera pardus

หนึ่งในเหตุผลที่ใช้อธิบายว่าเสือดาวธรรมดากับเสือดาวดำเป็นสัตว์ชนิดเดียวกัน คือเสือดาวธรรมดาเวลาออกลูกบางทีก็เป็นสีดำ บางทีในครอกเดียวกันมี ๒ ตัว ตัวหนึ่งเป็นเสือดาวสีธรรมดา อีกตัวหนึ่งเป็นเสือดำ ลูกของเสือดำบางทีก็ออกมาเป็นเสือดำ บางทีก็ออกมาเป็นเสือดาวสีธรรมดา

แม้มองผ่านๆ จะเห็นว่าเสือดำมีสีดำขลับทั้งตัว แต่ถ้ามองดูใกล้ๆ ในที่มีแสงสว่าง จะเห็นลายจุดเข้มแสดงออกมาอย่างชัดเจน

นักสัตวศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นกันว่าเสือดำมีต่อมทำสีดำหรือเมลานินมากเกินไป จึงถือว่ามันเป็นแต่เพียง “Melanism” หรือ “Spots”

อย่างไรก็ดี รายงานชิ้นหนึ่งในต่างประเทศกล่าวว่า เมื่อสวนสัตว์แห่งหนึ่งทดลองให้เสือดำกับเสือดำผสมพันธุ์กันกลับได้ลูกออกมาเป็นเสือดำล้วนๆ ทุกครอก จนทำให้นักวิจัยเริ่มหวั่นไหว…หรือเสือดำจะเป็นสัตว์อีกพันธุ์หนึ่งแยกไปต่างหากกันแน่ ?

เสือดำอาศัยทั้งในป่าโปร่ง ป่าทึบ ป่าที่มีโขดหิน พบในทวีปแอฟริกา เอเชีย ตั้งแต่แมนจูเรียลงมาถึงอินโดจีน เขตไทย มาเลเซีย และชวา ในเมืองไทยมีรายงานว่ามีมากที่สุดทางภาคใต้ ยิ่งลงไปทางตอนใต้ก็ยิ่งมีเสือดำมากขึ้น โดยเฉพาะที่ส่วนปลายของแหลมมลายู ขณะที่เสือดาวสีธรรมดาก็ยิ่งมีน้อยลง

ซี.บี.คลอส รายงานเรื่องนี้ไว้ในวารสาร Royal Asiatic Society ว่า “เสือดาวทางทิศใต้ของมะละกาลงไปเป็นเสือดำทั้งหมด ไม่มีเสือดาวสีธรรมดาเลย”

การเปลี่ยนแปลงของสีจากเหลืองเป็นดำนี้ตรงกับแนวคิดข้อหนึ่งว่า “อากาศร้อนและฝนชุก สัตว์มักเปลี่ยนเป็นสีดำ” และ “ยิ่งลงต่ำทางทิศใต้ สีก็ยิ่งดำขึ้น”

ขณะที่นักล่าสัตว์ชาวต่างประเทศบางคนตั้งข้อสังเกตว่า เสือดาวทางภาคใต้ชอบจับลิงจับค่าง ธรรมชาติจึงเปลี่ยนสีของมันให้ดำเข้ากับสีอันค่อนข้างมืดทึบของป่าดงดิบที่ฝูงลิง ค่าง ชะนี ชอบอาศัย แต่ก็ยังไม่วายมีความเห็นต่างตามมาว่า ไม่ว่าจะสีดำหรือสีเหลืองจุดดำมองลงมาจากที่สูงก็เห็นยากพอๆ กัน อีกอย่างเสือดาวสีธรรมดาก็มีสีบริเวณหลังเข้ม และมีจุดดำแน่นถี่อยู่แล้ว

แหล่งที่มา sarakadee

ม้าน้ำปลากระดูกแข็ง ที่อาศัยอยู่ในทะเลจำพวกหนึ่ง จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Hippocampinae (ซึ่งมีอยู่ 2 สกุล คือหนึ่งสกุลนั้นคือ ปลาจิ้มฟันจระเข้สัน ที่อยู่ในสกุล Histiogamphelus มีรูปร่างคล้ายปลาจิ้มฟันจระเข้ผสมกับม้าน้ำ) ในวงศ์ Syngnathidae อันเป็นวงศ์เดียวกับปลาจิ้มฟันจระเข้และมังกรทะเล ในอันดับ Syngnathiformes

ม้าน้ำปลากระดูกแข็ง

ม้าน้ำ เป็นปลาที่มีรูปร่างลักษณะแตกต่างไปจากปลาชนิดอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ มีกระดูกหรือก้างมาห่อหุ้มเป็นเกราะอยู่ภายนอกตัวแทนเกล็ด ส่วนหางของแทนที่จะเป็นครีบสำหรับว่ายน้ำไปมาอย่าง

ปลาชนิดอื่น กลับมีหางยาวเหมือนสัตว์เลื้อยคลาน มีไว้เพียงเพื่อเกี่ยวยึดตัวเองกับพืชน้ำหรือปะการังในน้ำ มีครีบอกและมีครีบบางใสตรงเอวอีกครีบหนึ่งช่วยโบกพัดกระพือ โดยครีบทั้ง 2 นี้จะโบกพัดด้วยความเร็วประมาณ 20-30 ครั้งต่อวินาที ทำให้เคลื่อนไหวไปมาได้อย่างช้า ๆ ซึ่งโดยปกติแล้วม้าน้ำมักจะว่ายน้ำเป็นไปในลักษณะขึ้น-ลง

มากกว่าไปมาข้างหน้า-ข้างหลังเหมือนปลาชนิดอื่น โดยถือเป็นปลาที่ว่ายน้ำช้าที่สุดในโลกอีกด้วย โดยว่ายได้เพียง 0.06 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นปากยื่นยาวคล้ายท่อไม่มีกราม ตรงปลายมีที่เปิด ใช้สำหรับดูดกินอาหาร จำพวกแพลงก์ตอนและสัตว์น้ำขนาดเล็ก ๆ อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนสีลำตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้ด้วย เพื่ออำพรางตัว

ม้าน้ำ เหมือนกับปลาชนิดอื่น ๆ ที่อยู่ในวงศ์เดียวกันนี้ คือ ตัวผู้จะเป็นฝ่ายอุ้มท้อง โดยมีอวัยวะตรงบริเวณหน้าท้องคล้ายถุง ใช้สำหรับเก็บไข่และฟักเป็นตัว เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ม้าน้ำตัวผู้จะปรับเปลี่ยนสีของลำตัวเพื่อดึงดูดม้าน้ำตัวเมีย จากนั้นตัวผู้จะใช้หางโอบกอดตัวเมียพร้อมกับแอ่นท้องประกบกับท้องเข้าหากัน ตัวเมียจะออกไข่ใส่ลงในถุงหน้าท้องของตัวผู้ และม้าน้ำตัวผู้ก็จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่และฟักเป็นตัวอ่อนภายในถุงหน้าท้อง โดยใช้เวลาฟักเป็นตัวประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือนแล้วแต่ชนิดโดยจำนวนไข่ในแต่ละครั้งจะมีประมาณ 100-200 ฟอง มากที่สุดคือ 1,500 ฟอง ตามแต่ละชนิด มีระยะการตั้งท้องในแต่ละครั้งเว้นห่าง 28-30 วัน แต่ม้าน้ำตัวผู้บางตัวเมื่อออกลูกในตอนเช้า พอถึงตอนค่ำก็สามารถอุ้มท้องใหม่ได้เลยทันที โดยม้าน้ำถือว่าเป็นปลาที่ออกลูกและแพร่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว แต่จะมีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่เจริญเติบโตจนกลายเป็นตัวเต็มวัยในเวลาต่อมา

เมื่อคลอด ม้าน้ำตัวผู้จะบีบกล้ามเนื้อส่วนท้องและพ่นลูกม้าน้ำทั้งหมดออกจากกระเป๋าหน้าท้อง โดยที่ม้าน้ำมีพฤติกรรมแบบคู่เดียวตลอดทั้งชีวิต กล่าวคือ จะจับคู่อยู่กันเพียงตัวเดียว หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีอันเป็นไป ก็จะไม่หาคู่ใหม่

แหล่งที่มา th.wikipedia