” ตัวนาก “  สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับสัตว์กินเนื้อ ในวงศ์ใหญ่ Mustelidae อันเป็นวงศ์เดียวกับวีเซลหรือเพียงพอน

นากเป็นสัตว์บกที่สามารถว่ายน้ำและหากินในน้ำได้อย่างคล่องแคล่วมาก มีรูปร่างโดยรวมหัวสั้นและกว้างแบน หูมีขนาดเล็กซ่อนอยู่ใต้ขน นิ้วตีนทั้ง 4 ข้างมีพังผืดคล้ายตีนเป็ด ขนลำตัวสีน้ำตาลอมเทา มี 2 ชั้น

ชั้นในละเอียด ชั้นนอกหยาบ ขาหลังใหญ่และแข็งแรงกว่า ขาหน้า ใช้ว่ายน้ำร่วมกับหาง มีฟันแหลมและแข็งแรง มีหนวดยาวใช้เป็นอวัยวะจับการเคลื่อนไหวของสิ่งที่อยู่ใต้น้ำและใช้เป็นประสาทสัมผัสเมื่อเวลาอยู่ในน้ำ ไล่จับปลาและสัตว์น้ำเล็ก ๆ เป็นอาหาร ในบางชนิดอาจกินสัตว์จำพวกอื่นที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ด้วย ออกหากินทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงเล็ก ๆ ขุดรูอยู่ริมตลิ่งใช้เป็นรังสำหรับอาศัยและเลี้ยงดูลูกอ่อน

นากจึงเป็นสัตว์ที่มีที่อยู่ในธรรมชาติใกล้กับแหล่งน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำต่าง ๆ หลากหลายประเภท เช่น บึง, ทะเลสาบ, ลำธาร, ป่าชายเลน แม้แต่พื้นที่เกษตรกรรมของมนุษย์ เช่น ท้องร่องในสวนผลไม้, นาข้าว หรือนากุ้ง เป็นต้น พบได้ทั่วโลก โดยชนิดที่ใหญ่ที่สุด คือ นากยักษ์ (Pteronura brasiliensis) พบในลุ่มแม่น้ำอเมซอนในทวีปอเมริกาใต้ บางชนิดพบในทะเล คือ นากทะเล (Enhydra lutris) ที่สามารถนอนหงายท้องบนผิวน้ำทะเลและเอาหินทุบเปลือกหอยกินเป็นอาหารได้ด้วย

นากมีความสำคัญต่อมนุษย์ คือ ในอดีตมีการล่าเพื่อเอาหนังและขนทำเป็นเสื้อขนสัตว์ โดยเฉพาะในทวีปยุโรปมีการล่าอย่างหนัก ทำให้นากหลายชนิดเกือบสูญพันธุ์ ซึ่งเสื้อขนสัตว์ 1 ตัว ต้องใช้ขนของนากมากถึง 40 ตัว จนทำให้ใกล้สูญพันธุ์ กระทั่งในปี ค.ศ. 1975 ทางกองทุนสัตว์ป่าโลก ได้เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ยกเลิกการค้าหนังนาก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้นากได้รับความคุ้มครอง แต่กระนั้นในบางพื้นที่ก็ยังคงมีการลักลอบกันอยู่

แหล่งที่มา th.wikipedia

จระเข้ Crocodile

 

จระเข้-Crocodile ” มีลักษณะโดยรวมคือ ส่วนปลายของหัวแผ่กว้างหรือเรียวยาวบางตัวปากเป็นรูปตัว v และ u ขากรรไกรยาวและกว้าง เมื่อหุบปากแล้วจะเห็นฟันซี่ที่ 4 ของขากรรไกรล่างเนื่องจากขอบปาก

บนตรงตำแหน่งนี้เป็นรอยหยักเว้า ส่วนปลายของขากรรไกรล่างข้างซ้ายและข้างขวาเชื่อมต่อกันเป็นพื้นที่แคบ กระดูกเอนโทพเทอรีกอยด์อยู่ชัดกับแถวของฟันที่กระดูกแมคซิลลา กระดูกพาลามีนมีก้านชิ้นสั้นอยู่ทางด้านหน้าและไม่ถึงช่องในเบ้าตา พื้นผิวด้านบนของลิ้นไม่มีสารเคอราติน ต่อมขจัดเกลือบนลิ้นมีขนาดใหญ่ มีก้อนเนื้อที่ปลายปากนูนสูงที่ช่องเปิดรูจมูกเรียกว่า “ขี้หมา” “ก้อนขี้หมา” หรือ “หัวขี้หมา ซึ่งจะแตกต่างออกไปตามชนิดและเพศหรือขนาด โคนหางเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่และแข็งแรงเรียกว่า “บ้องตัน” ใช้ในการฟาดเพื่อป้องกันตัว หางแบนยาวใช้โบกว่ายน้ำ

จระเข้ ถือเป็นสัตว์ที่อยู่บนจุดสุดของห่วงโซ่อาหาร เนื่องจากเป็นสัตว์ผู้ล่าเนื้อที่มีขนาดใหญ่ ที่ไม่มีศัตรูตามธรรมชาติ ยกเว้นจระเข้ในวัยอ่อน ที่ตกเป็นอาหารของสัตว์ขนาดใหญ่กว่าชนิดต่าง ๆ ได้ จระเข้ตัวโตเต็ม วัยจะมีพฤติกรรมกินอาหารแบบหมุนตัวเรียกได้ว่าเมื่อจับเหยื่อที่มีขนาดใหญ่ขณะอยู่ใต้น้ำและต้องการกินเหยื่อจะใช้ปากงับไว้และหมุนตัวเองเพื่อฉีกเนื้อเหยื่อออกเป็นชิ้น ส่วนเหยื่อที่มีขนาดเล็กถูกบดให้แหลกด้วยลิ้นขนาดใหญ่โดยใช้ลิ้นดันเหยื่ออัดแน่นกับเพดานของอุ้งปาก นอกจากนี้แล้วจระเข้ยังกลืนก้อนกรวดหรือก้อนหินเข้าไปในกระเพาะหรือลำไส้เพื่อช่วยในการบดอาหารด้วย

แบ่งออกได้เป็น 3 สกุล 14 ชนิด พบได้ในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของทุกทวีปทั่วโลก นับว่ามีจำนวนสมาชิกมากและหลากหลายที่สุดของอันดับจระเข้ที่ยังพบคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบันนี้จระเข้แม่นำไนล์วิ่งได้เร็วถึง30-35กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มักอาศัยบริเวณป่าริมน้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ เพราะหากินในน้ำเป็นหลัก บางชนิดหรือบางพื้นที่อาจพบได้ในแหล่งน้ำกร่อยหรือป่าชายเลนหรือปากแม่น้ำใกล้ทะเล ในประเทศไทยพบ 3 ชนิด คือ จระเข้บึง หรือ จระเข้น้ำจืด (Crocodylus siamensis), อ้ายเคี่ยม หรือ จระเข้น้ำเค็ม

(C. porosus) และ จระเข้ปากกระทุงเหว หรือ ตะโขง (Tomistoma schlegelii) ซึ่งมิได้ถูกจัดอยู่ในวงศ์นี้

แหล่งที่มา th.wikipedia

Komodo dragon มังกรที่ยังมีลมหายใจ !!

 

มังกรโคโมโด จัดอยู่ในตระกูล กิ้งก่าสายพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่ ที่สุดในโลก พบได้มากที่สุดในอินโดนีเซีย ตัวโตเต็มวัยมีขนาดความยาวโดยเฉลี่ย 2-3 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม แม้จะมีลักษณะเหมือนตัวเหี้ย แต่ทว่ามีลำตัวใหญ่และยาวกว่ามาก มีลำตัวสีเทาออกดำกว่า แถมน้ำลายของมันยังมีพิษเข้มข้นอีกด้วย (อายุขัย 50 ปี)

ตามตำนานเล่าว่า พวกมันคือมังกรที่ลงมาอาศัยยังพื้นดิน ซึ่งเกาะต้นกำเนิดของพวกมันคือ เกาะโคโมโด (KOMODO ISLAND เกาะนี้มีอยู่จริงนะจ๊ะ) เป็นเกาะขนาดเล็กมีพื้นที่เพียง 120 ตารางกิโลเมตร ได้มีการค้นพบพวกมันครั้งแรกเมื่อปี 1910 ซึ่งทหารยุโรปนายหนึ่งนำเครื่องที่ตกลงจอดบนเกาะแห่งนี้ จากนั้นเมื่อหนีกลับประเทศได้ จึงได้ติดต่อคนให้ไปทำการสำรวจ เพราะทหารนายนั้นตกใจว่า มันคืออะไรกัน! ตัวโคตรใหญ่ ! นี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ !
เมื่อไปถึง นักวิทยาศาสตร์ได้จับตัวพวกมันไปศึกษากว่า 4 ตัว และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้พวกมันว่า “วารานัส โคโมโดเอนซิส” (VARANUS KOMODOENSIS) หมายถึง ตัวเหี้ยแห่งโคโมโด แต่ด้วยขนาดอันใหญ่มโหฬารของมัน ทำให้ผู้คนเรียกมันว่า มังกร-โคโมโด (KOMODO DRAGON) นั่นเอง

พวกมันคือนักล่าที่ชำนาญการใช้พิษ ด้วยการที่สามารถวิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่การวิ่งเร็วขนาดนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่สามารถวิ่งได้นานเป็นนาที แต่มันก็เร็วเพียงพอที่จะทำให้มันสามารถกัดเพื่อปล่อยพิษที่มีอยู่ในน้ำลาย ให้เข้าสู่กระแสเลือดของเหยื่อ เมื่อเหยื่อถูกกัดจะวิ่งหนี และแน่นอนเหยื่อก็จะตายเพราะถูกพิษเล่นงาน หากไม่ได้รับการรักษาก็จะตายภายใน 3 วัน
ในน้ำลายของมัน มีแบคทีเรียมากกว่า 80 ชนิด ทั้งยับยั้งการแข็งตัวของเลือด ติดเชื้อในกระแสเลือด แผลที่ถูกกัดจะเน่าเปื่อย ที่ว่ามาทั้งหมดนี้จะทำให้ความดันต่ำลง อวัยวะหยุดทำงาน และเมื่อผู้โชคดีที่ถูกกัดตาย มังกร-โคโมโด ก็จะตายกลิ่นร่างอันเน่าเสีย เพื่อมากินเหยื่อของมันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ไม่ต้องกลัวมันหาไม่เจอนะ เพราะมันเป็นสัตว์ที่มีประสาทการรับกลิ่นดีมาก มันสามารถรับกลิ่นได้ไกลหลายกิโลเมตรเลยหล่ะ

มังกร-โคโมโดสามารถกลืนเหยื่อขนาดใหญ่ได้ทั้งตัว โดยการขยายกล้ามเนื้อที่ขากรรไกรออกเหมือนงู นอกจากจะมีประสาทรับกลิ่นเป็นเลิศแล้ว มังกร-โคโมโดยังเป็นนักว่ายน้ำที่แข็งแกร่ง นักธรรมชาติวิทยาเชื่อว่า บรรพบุรุษของมันว่ายน้ำมาจากออสเตรเลียเมื่อราว 4 ล้านปีก่อน
หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วไอ่คำที่ว่ามีพิษนั้นมันจริงหรือไม่ ? ผมต้องขอตอบเลยครับว่า มันมีพิษจริงๆมีพิษเหมือนเขี้ยวงูเลย นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการ แสกนสมองของพวกมันด้วยการ MRI จนพบว่า พวกมันจะมีต่อมที่คอยผลิตโปรตีนชนิดพิเศษอยู่ตรงบริเวณขากรรไกรล่าง ซึ่งพิษนี้ทำให้ ผุ้ที่ถูกกัดเป็นอัมพาตเฉียบพลันและรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง

แต่ใช่ว่าสัตว์ชนิดนี้จะมีแต่ความน่ากลัวและไร้ซึ่งประโยชน์ เพราะล่าสุด นักวิจัยได้ทำการนำเลือดของพวกมัน มาสกัดเป็นยาปฏิชีวนะ ที่ใช้ทำลายเชื้อแบคทีเรีย เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นได้ และยังสามารถใช้เพื่อช่วยให้อาการของผู้ป่วยดื้อยาทุเลาลงได้

ทุกวันนี้มีมังกร-โคโมโดเหลืออยู่บนโลกราว 4,000 ตัว ทั่วโลก และจำนวนของพวกมันก็กำลังลดลงเรื่อย แม้ว่าจะไม่เป็นที่นิยมของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้บุกรุกแหล่งที่อยู่ของมัน และแน่นอนเมื่อเกิดการบุกรุกก็ต้องเกิดการฆ่าเพื่อแย่งชิง และมีหรอที่สัตว์ชนิดนี้จะสู้ปืนของมนุษย์ได้…

แหล่งที่มา flagfrog

ช้าง

 

ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ที่มีขนาดใหญ่ ในปัจจุบันมีอยู่ 3 สปีชีส์ คือ ช้างแอฟริกา, ช้างป่าแอฟริกา และช้างเอเชีย วงศ์ Elephantidaeเป็นวงศ์เดียวที่ยังไม่สูญพันธุ์ในอันดับ

Proboscidea สมาชิกที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น มาสโตดอน (mastodon) วงศ์ Elephantidae ยังมีกลุ่มที่บัดนี้สูญพันธุ์ไปแล้วหลายกลุ่ม รวมทั้งช้างแมมมอธและช้างงาตรง ช้างแอฟริกามีหูขนาดใหญ่กว่าและ

หลังเว้า ส่วนช้างเอเชียมีหูขนาดเล็กกว่าและมีหลังนูนหรือราบ ลักษณะเด่นของช้างทุกชนิดได้แก่ งวงยาว หูกางขนาดใหญ่ ขาใหญ่ และผิวหนังที่หนาแต่ละเอียดอ่อน งวงใช้สำหรับการหายใจ หยิบจับอาหารและน้ำ

เข้าป่า และคว้าวัตถุ งาซึ่งดัดแปลงมาจากฟันตัด ใช้เป็นทั้งอาวุธและเครื่องมือสำหรับเคลื่อนย้ายวัตถุและขุดดิน หูกางขนาดใหญ่ช่วยในการคงอุณหภูมิกายให้คงที่ เช่นเดียวกับใช้ในการสื่อสาร ขาใหญ่เหมือนเสารองรับน้ำหนักตัว ช้างเป็นสัตว์บกขนาดใหญ่สุดเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ช้างกระจัดกระจายอยู่ทั่วแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบได้ในที่อยู่อาศัยหลากหลาย ทั้งสะวันนา ป่า ทะเลทรายและที่ลุ่มชื้นแฉะ ช้างเป็นสัตว์กินพืช และอาศัยอยู่ใกล้แหล่งน้ำ

เมื่อสามารถเข้าถึงได้ ช้างถือเป็นสิ่งมีชีวิตหลัก เนื่องจากผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์อื่นมักรักษาระยะห่างจากช้าง โดยมีข้อยกเว้นคือสัตว์นักล่าช้าง เช่น สิงโต เสือโคร่ง ไฮยีนาและหมาป่าทุกชนิด ซึ่งปกติมัก

เลือกช้างอ่อนเป็นเป้าหมายเท่านั้น ช้างมีสังคมฟิชชัน–ฟิวชัน หมายความว่า กลุ่มครอบครัวหลายกลุ่มมารวมกันเข้าสังคม ช้างเพศเมีย (ช้างพัง) มักอาศัยอยู่เป็นกลุ่มครอบครัว ซึ่งอาจประกอบด้วยช้าง

เพศเมียหนึ่งตัวและลูกช้างหรือช้างเพศเมียหลายตัวที่มีความเกี่ยวดองกันกับลูก ๆ โดยไม่มีช้างเพศผู้ (ช้างพลาย) กลุ่มนี้มีช้างพังที่ปกติอายุมากที่สุดเป็นหัวหน้า

ช้างพลายออกจากลุ่มครอบครัวเมื่อถึงวัยเริ่มเจริญพันธุ์ และอาจอยู่สันโดษหรืออยู่กับช้างพลายตัวอื่น ช้างพลายโตเต็มวัยมีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มครอบครัวเมื่อหาคู่และเข้าสู่ภาวะที่มีเทสโทสเตอโรนและความ

ก้าวร้าวสูงขึ้น เรียก ตกมัน ซึ่งช่วยให้พวกมันถือความเป็นใหญ่และสืบพันธุ์ได้สำเร็จ ลูกช้างเป็นศูนย์กลางความสนใจของกลุ่มครอบครัวและต้องอาศัยแม่เป็นเวลานานสุดสามปี ช้างป่ามีชีวิตอยู่ได้ถึง 70 ปี

ช้างสื่อสารกันโดยการสัมผัส การมองเห็น การรับกลิ่นและการฟังเสียง ช้างใช้อินฟราซาวน์ และการสื่อสารไหวสะเทือนเป็นระยะทางไกล สติปัญญาของช้างเทียบได้กับสติปัญญาของไพรเมตและอันดับวาฬและโลมา ช้างดูมีความสำนึกเกี่ยวกับตนเองและแสดงความเห็นใจต่อช้างที่กำลังตายหรือช้างที่ตายแล้ว

สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติจัดช้างแอฟริกาเป็นชนิดที่เกือบอยู่ในข่ายใกล้การสูญพันธุ์ และช้างเอเชียเป็นชนิดใกล้สูญพันธุ์ ภัยคุกคามต่อประชากรช้างใหญ่สุดประการหนึ่งคือการค้างาช้าง

ซึ่งทำให้ช้างถูกบุกรุกเข้าไปล่าเพื่อเอางา ภัยคุกคามช้างป่าประการอื่นได้แก่การทำลายที่อยู่อาศัยและความขัดแย้งกับประชากรท้องถิ่น มีการใช้ช้างเป็นสัตว์ใช้แรงงานในทวีปเอเชีย และยังมีการจัดแสดงใน

สวนสัตว์หรือถูกใช้ประโยชน์สำหรับความบันเทิงในละครสัตว์ ช้างเป็นสัตว์ที่มนุษย์รู้จักดีและปรากฏทั้งในศิลปะ นิทานพื้นบ้าน ศาสนา วรรณกรรมและวัฒนธรรมสมัยนิยม

แหล่งที่มา th.wikipedia

เมียร์แคต meerkat

 

” เมียร์แคต “ ถือเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่มีขนาดลำตัวเล็ก น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม (2 ปอนด์) และสูงประมาณ 50 เซนติเมตร (20 นิ้ว) จัดอยู่ในวงศ์พังพอน (Herpestidae) มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลทรายคาลาฮารีทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา

จัดเป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Suricata และแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดย่อย

เมียร์-แคตมีอุ้งเล็บที่มีลักษณะโค้งเพื่อใช้ในการขุด และมีจมูกไวมาก มีขนสั้นสีน้ำตาล มีขนเป็นแนวเส้นขนานพาดข้ามหลัง อาศัยและหาอาหารในโพรงดินที่ขุดขึ้น โดยอาหารได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ รวมถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังตัวเล็ก ๆ อีกด้วย อีกทั้งยังสู้และกินสัตว์มีพิษต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น แมงป่อง ตะขาบ งูพิษ เป็นต้น

มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่บางครั้งอาจมีสมาชิกถึง 30 ตัว และอยู่ร่วมกับสัตว์ขนาดเล็กชนิดอื่น ๆ เช่น กระรอกดิน ไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบยืนชะเง้อคอ เพื่อตรวจดูและดมกลิ่นในบริเวณรอบ ๆ จะออกมารับแสงแดดในช่วงเวลาเช้าเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น เมียร์-แคตถือได้ว่าเป็นสัตว์มีประสาทสัมผัสและการระแวดระวังภัยที่ดีมาก โดยเฉพาะเรื่องการรับฟังเสียงจะสามารถได้ยินเสียงในรัศมีถึง 160 ฟุต (50 เมตร) และจะอพยพย้ายที่อยู่เมื่อมีภัย ทั้งนี้โพรงของเมียร์-แคตมีความลึกลงไปในใต้ดิน โพรงดินที่สร้างขึ้นสามารถเชื่อมต่อกัน ทำให้มีช่องทางเข้าออกมากขึ้นและช่วยให้มีทางหลบหนีเมื่อมีภัยมา

เมียร์-แคตจะขยายพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี จะออกลูกตามโพรง ช่วงฤดูผสมพันธุ์คือเดือนตุลาคม-มีนาคม ระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 11 สัปดาห์ ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว

แหล่งที่มา th.wikipedia…

นกกระจอกเทศ Ostrich

 

นกกระจอกเทศ Ostrich นกตัวผู้มีขนาดโตกว่าตัวเมีย ตัวผู้เมื่อโตเต็มวัยขนตามลำตัวจะเปลี่ยนไปเป็นสีดำ ส่วนขนปีกและขนหางจะเป็นสีขาวสวยงามมาก สำหรับตัวเมียจะมีขนตามตัวสีน้ำตาลเทาอ่อน ปากมี

ลักษณะแบนและกว้างมาก ดวงตากลมโต หัวเล็ก ศีรษะล้าน มีขนอ่อนบางสีเทา น้ำตาลอ่อนคล้ายสีครีมหรือผลมะอึก คอยาวและมีขนอ่อนเช่นเดียวกับหัว ปีกเล็กไม่สมตัว ขนที่ปีกยาวพอสมควรแต่ก็ไม่ใช่ขน

สำหรับการบิน ซึ่งขนปีกมีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น ขาและโคนขาเป็นขาเกลี้ยง ๆ ไม่มีขน นกตัวผู้มีลำคอหย่อนยานกว่าตัวเมีย จึงโป่งคอและทำเสียงร้องเลียนแบบสิงโตได้ นกตัวผู้ 1ตัวจะคุมนกตัวเมียหลายตัว

ลักษณะเท้าของนกกระจอกเทศจะพบว่ามีนิ้วเท้าข้างละ 2 นิ้ว ใต้นิ้วเป็นเนื้ออ่อน ๆ ปลายนิ้วทู่ ๆ ใหญ่ ๆ นิ้วทั้งสองจัดเป็นนิ้วกลางและนิ้วนางเท่านั้น นิ้วที่ใหญ่มากคือนิ้วกลาง ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก

อย่างหนึ่งคือ สัตว์ที่ไม่ใช้ความเร็วของฝีเท้าจะมีนิ้วครบชุดมือ – เท้าข้างละ 5 นิ้ว หากสัตว์นั้นต้องการความเร็วของฝีเท้าเพื่อวิ่งหนีศัตรู ธรรมชาติก็จะวิวัฒนาการให้นิ้วหายไปทีละนิ้วสองนิ้วจนเหลือแต่เพียง

นิ้วเดียว เช่นเท้าของม้า มีเพียงนิ้วเดียวที่เรียกว่ากีบเท้าม้า ขนาดโตเต็มที่สูงประมาณ 2 – 2.5 เมตร น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่จะหนักประมาณ 160 กิโลกรัม มีอายุยืนได้ถึง 65 – 75 ปี หัวเล็ก คอยาว ตาโต ขนตายาว

มีขาใหญ่แข็งแรง บินไม่ได้แต่วิ่งได้เร็ว ลูกนกอายุเพียง 2-3 วันก็จะวิ่งได้แล้ว หากินในทุ่งกว้างเป็นฝูงใหญ่ อยู่ร่วมฝูงกับม้าลายและยีราฟ การต่อสู้ป้องกันตัวของนกกระจอกเทศจะกระโดดเตะได้ ระวังตัวสูง จึง

หลบหลีกสัตว์กินเนื้อได้ดี ไข่ของนกกระจอกเทศเป็นไข่นกที่ใหญ่ที่สุดในโลก กินพืช, เมล็ดพืช, ผลไม้สุกและสัตว์ตัวเล็ก ๆ โดยใช้ปากงับแล้วกระดกเข้าลำคอ จากนั้นยืดคอให้ตรง ให้อาหารไหลลงไปตาม

หลอดอาหารในลำคอ นอกจากนั้น ยังชอบกินของแปลกปลอม โดยเฉพาะสิ่งที่สะท้อนแสงได้ เช่น นาฬิกา, ขวดพลาสติก

ในประเทศไทย ปัจจุบันนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจเหมือนในหลายประเทศ นกกระจอกเทศถูกนำเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในปลายสมัยอยุธยา ในรัชสมัยพระเจ้าเอกทัศ ตามบันทึกในพงศาวดารคำ

ให้การชาวกรุงเก่าระบุว่า ราชทูตชาวอังกฤษนำนกกระจอกเทศพร้อมสิงโตและม้าเทศจากแอฟริกาเข้ามาถวายเป็นบรรณาการ จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลี้ยงไว้ในพระราชวัง

นอกจากนี้แล้ว นกกระจอกเทศยังทำให้เกิดความเข้าใจผิดอีกว่า เมื่อเวลาตกใจหรือเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาจะใช้หัวซุกหรือมุดลงในทราย จนเป็นที่มาของสำนวนในภาษาอังกฤษว่า “bury your head in the

sand like an ostrich” (ซ่อนหัวของคุณในทรายเหมือนนกกระจอกเทศ)

อันหมายถึง คนขี้ขลาดหรือคนที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาหรือความเป็นจริง แต่ความจริงแล้วนกกระจอกเทศมิได้มีพฤติกรรมเช่นนั้น เชื่อว่าคงจะเป็นการเข้าใจผิดจากการที่มองเห็นนกกระจอกเทศในระยะ

ไกลมากกว่า แท้ที่จริงแล้วคงเป็นพฤติกรรมที่ก้มหัวลงใช้จะงอยปากพลิกไข่ในหลุมขนาดใหญ่วันละหลายครั้งมากกว่า

แหล่งที่มา th.wikipedia

หมาป่า Canis lupus

 

หมาป่า หรือ หมา-ป่าสีเทา Canis lupus เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม จัดอยู่ในวงศ์ Canidae มีสัตว์ร่วมตระกูลคือ หมาจิ้งจอก หมาใน ไคโยตี

หมาบ้านและดิงโก หมา-ป่าจัดอยู่ในสัตว์ประเภทกินเนื้อที่มีนิสัยค่อนข้างดุร้าย ปราดเปรียว เฉลียวฉลาด มีการออกล่าเป็นทีม มีความอดทน

รวมทั้งมีความกล้าหาญและความสามารถในการต่อสู้อย่างดีเยี่ยม หมา-ป่าอาศัยอยู่อย่างกระจัดกระจายในแถบทวีปยุโรปในอดีตมีถึง 32สายพันธุ์ และเป็นนักล่าที่มีแรงกัดมหาศาล

เจอได้ในเกือบทุกทวีปของโลก โดยจุดที่มี หมา-ป่า จอมโหดหนาแน่นที่สุดในโลก จะอยู่ที่เชอร์โนบิล ประเทศยูเครน

พวกมันสามารถวิ่งไล่ล่าเหยื่อเป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตร สังหารไบซัน ไล่เสือพูม่า หรือขับไล่หมีกริซลี่

เคยสูญพันธ์ไปจากยุโรปตะวันตกในศตวรรษที่ 19 แต่ในที่สุดพวกมันก็กลับมา เป็นนักล่าที่ครองระบบนิเวศของไซบีเรียอีกด้วย

สูงถึงไหล่ได้ร่วม 95 เซนติเมตร กระโหลกศีรษะอาจยาวได้ 31 เซนติเมตร และหนักได้ร่วม 80 กิโลกรัม

หมา-ป่า อาจกัดได้ด้วยแรงดัน 10000 kps และนั่นคือสาเหตุ ว่าทำไมมันฆ่ากวางมูสตัวโตเต็มวัยได้!

แม้แต่วัวมัสคอกซ์ร่างยักษ์ ก็อาจเป็นเมนูของจอมโหดได้ไม่ยาก

แน่นอนว่ามนุษย์หลายคนเคยตกเป็นเหยื่อของเจ้าหมา-ป่า

แหล่งที่มา th.wikipedia

แรด

 

” แรด “ เป็นสัตว์อยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อันดับสัตว์กีบคี่ ในวงศ์ Rhinocerotidae ถือว่าเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ อาจ

เรียกได้ว่าเป็นสัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดรองจากช้างก็ว่าได้ เพราะ แร-ดอาจมีขนาดยาวได้ถึง 3.6-5 เมตร ความสูงของไหล่ 1.6-2 เมตร น้ำหนัก 2.3-3.6 ตัน

แร-ด มีรูปร่างโดยทั่วไปคือ ตาเล็ก ปากงุ้มเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือสี่เหลี่ยม มีหนังที่หนามาก ในบางชนิดอาจเห็นเป็นชั้นคล้ายเกราะ และมีลักษณะเด่นที่สุด คือ เขาบริเวณสันจมูกที่งอกแหลมยื่นยาวอกมา

เรียกกันว่า “นอ” ซึ่งใช้เป็นอาวุธในการพุ่งชนป้องกันตัว ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว นอของ แร-ด นับว่าเป็นเขา (horn) อย่างหนึ่ง แต่เป็นเขาที่ไม่มีกระดูกเป็นแกนกลาง นอแรด ทำมาจากเคราติน (keratin) ซึ่งเป็น

โปรตีนที่เป็นส่วนประกอบหลักของขน ผม และเล็บ โดยนอแรดไม่ได้เกิดจากขนที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นตามที่เข้าใจผิดกัน นอแรดอาจยาวได้ถึง 1.5 เมตร แร-ด โดยทั่วไปจะมีนอ 2 นอ แต่บางชนิดจะมีเพียงนอเดียว

แร-ดเป็นสัตว์ที่ไม่มีต่อมเหงื่อ ดังนั้นจึงชอบนอนแช่โคลนหรือแช่ปลักเหมือนหมูหรือสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพื่อดับความร้อนและไล่แมลงที่มารบกวน หากินในเวลากลางคืน กลางวันนอนพักผ่อนซึ่งอาจนอนหลับในท่ายืนก็ได้

แร-ดเป็นสัตว์ที่มีสายตาแย่มาก แต่มีประสาทรับกลิ่นและประสาทหูดีเยี่ยม จึงเป็นสัตว์ที่มีนิสัยฉุนเฉียวง่าย โกรธง่าย ประกอบกับขนาดลำตัวที่ใหญ่จึงมักไม่ค่อยมีศัตรูตามธรรมชาติ ในปัจจุบันมีแร-ดหลงเหลือ

อยู่เพียง 5 ชนิด เท่านั้น พบในทวีปแอฟริกา 2 ชนิด ในเอเชีย 3 ชนิด และทุกชนิดเป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์แล้วทั้งสิ้น ศัตรูของ แร-ด เพียงอย่างเดียว คือ มนุษย์ ที่ล่าแร-ดเพื่อเอานอเนื่องจากเชื่อว่ามีสรรพคุณทางยา โดยเฉพาะยาจีนเชื่อว่าเป็นยาเย็น สามารถดับพิษไข้ได้

แหล่งที่มา th.wikipedia

หมีแพนด้า

 

หมีแพนด้า มีถิ่นอาศัยดั่งเดิมอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอยู่นิ่งในธรรมชาติชอบปีนต้นไม้หรือหาอาหารโดยเวลา

ส่วนมากใช้ไปกับการกินอาหาร (eating) การพักผ่อน (resting) และการหาอาหาร (foraging) แพนด้าจะไม่จำศีลราวกับหมีจำพวกอื่นๆมีอายุ

เฉลี่ยราวๆ 25-30 ปี แพนด้ามีโครงสร้างของฟันกรามขนาดใหญ่ และกระดูกขากรรไกรที่แข็งแรง และระบบทางเดินอาหารเหมือนพวกสัตว์

กินเนื้อ อย่างเช่น หมารวมทั้งแมว แพนด้า กินไผ่เป็นของกินหลัก สามารถกินได้ทั้งลำต้นและก็ใบเป็นของกินหลักถึง 99 เปอร์เซ็นต์

(โดยเฉพาะ แพนด้า ที่อาศัยตามธรรมชาติ) เมื่อโตสุดกำลังจะสามารถรับประทานไผ่ได้ถึง 15-25 โล แม้กระนั้น แพนด้า ยักษ์ที่

เลี้ยงในสภาพกรงเลี้ยงจะกินไผ่เป็นของกินหลักเหมือนกับ แพนด้าที่อยู่ตามธรรมชาติ แต่มีความต่างเพียงการให้อาหารเสริม และผลไม้ที่

ช่วยในการย่อยได้ง่ายขึ้น และก็การฝึก แพนด้า ให้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยการให้ขนมปังนึ่ง และขนมปังอบ แครอทหรือแอปเปิ้ล

แหล่งที่มา sites.google.

ยีราฟ Giraffa

ยีราฟ Giraffa เป็นสกุลหนึ่งของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใน Giraffidae เป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง มีลักษณะเด่น คือ เป็นสัตว์ที่ตัวสูง ขายาว ลำคอยาว มี

เขา 1 คู่ ตัวมีสีเหลืองและสีน้ำตาลเข้มเป็นลาย มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกา ตัวผู้มีความสูง 4.8 ถึง 5.5 เมตร (16-18 ฟุต) และมีน้ำหนักถึง 200 กิโลกรัม (2,000 ปอนด์) ตัวเมียมีขนาดและความสูงน้อยกว่าเล็กน้อย จัดเป็นสัตว์บกที่มีความสูงที่สุดในโลก

ยีราฟ มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย ไม่ผลัดเขา ที่เขามีขนปกคลุมอยู่ เขาของยีราฟเป็นสิ่งแสดงถึงความแตกต่างระหว่างเพศ เขาของยีราฟตัวผู้ด้านบนมีลักษณะตัดราบเรียบและมีความใหญ่อวบกว่า ขณะที่ของตัวเมียจะมีขนสีดำปกคลุมเห็นเป็นพุ่มชัดเจ มีพฤติกรรมอาศัยอยู่รวมเป็นฝูงราว 15-20 ตัว หรือมากกว่านั้น ในทุ่งโล่งร่วมกับสัตว์กินพืชชนิดอื่น ๆ เช่น แอนทิโลป, ม้าลาย หรือนกกระจอกเทศ เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 3 ปีครึ่ง ตั้งท้องนาน 420-461 วัน ลูกยีราฟหย่านมเมื่ออายุได้ 10 เดือน เมื่อคลอดออกมาแล้วจะสามารถยืนและเดินได้ภายในเวลาไม่นานเหมือนสัตว์กีบคู่ทั่วไป และวิ่งได้ภายในเวลา 2-3 วัน ตัวเมียมีเต้านมทั้งหมด 4 เต้า ยีราฟจะเป็นสัดทุก ๆ 14 วัน แต่ละครั้งเป็นอยู่ราว 24 ชั่วโมง มีอายุขัยเฉลี่ย 20-30 ปี

แหล่งที่มา th.wikipedia